> กองทุน >

14 มกราคม 2020

บลจ.กสิกรไทยเผยปัจจัยลบ ดันราคาทองขึ้นแนะK-GOLD

ทันหุ้น - บลจ.กสิกรไทย ชี้นักลงทุนกังวลปัจจัยลบรอบด้าน ทั้งสงครามการค้าสหรัฐ - จีน สงครามกับตะวันออกกลาง รวมถึง Brexitแห่ลงทุนทองคำ หนุนราคาพุ่ง พร้อมแนะกองทุน K-GOLDเพิ่มสัดส่วนลงทุนในสีดส่วน 5-10%ของพอร์ต ล่าสุดจ่ายปันผลรับปีหนูทอง กว่า 200ล้านบาทสำหรับกองทุน K-GOLD และ K-JP เฮพร้อมกัน 14ม.ค.นี้


นายนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุนต่างประเทศ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด (บลจ.กสิกรไทย) กล่าวว่า สถานการณ์โลกยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งประเด็นสงครามทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ประเด็น Brexit รวมถึงประเด็นความไม่สงบในตะวันออกกลาง ประเด็นเหล่านี้ทำให้ผู้ลงทุนมีความต้องการซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หนุนให้ราคาทองคำสูงขึ้น


บลจ.กสิกรไทย มองว่า ราคาทองคำในระยะสั้นเคลื่อนไหวในกรอบ 1,350 – 1,450ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนควรติดตามความเคลื่อนไหวของสถานการณ์โลก และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากธนาคารของประเทศแกนหลัก ซึ่งอาจกดดันราคาทองคำได้


ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย แนะนำนักลงทุนที่สนใจลงทุนในทองคำผ่านกองทุนรวม ซึ่ง บลจ.กสิกรไทย นำเสนอ กองทุนเปิดเค โกลด์ หรือ K-GOLDเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับการจัดพอร์ตสินทรัพย์ โดยแนะนำให้ลงทุนในสัดส่วน 5-10%ของพอร์ต เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยง


นายนาวิน กล่าวต่อไปว่า กองทุน K-GOLD มีนโยบายการลงทุนที่มุ่งสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำแท่งในตลาดโลก โดยกองทุนมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 6 เดือน และ 1 ปี อยู่ที่ 5.84% และ 15.09% ต่อปี ตามลำดับ และมีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 4ไตรมาสย้อนหลัง (Dividend Yield) อยู่ที่ 3.97% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 62) ทั้งนี้ นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อปี 2551กองทุนมีการจ่ายปันผลรวมแล้วทั้งสิ้น 17 ครั้ง เป็นเงิน 4.75 บาทต่อหน่วย


ล่าสุด บลจ.กสิกรไทย ยังเตรียมจ่ายปันผลกองทุนเปิดเค โกลด์ (K-GOLD) และกองทุนเปิดเค ญี่ปุ่น หุ้นทุน (K-JP) สำหรับรอบผลการดำเนินงานตั้งแต่ 1 ก.ค. 62 ถึง 31 ธ.ค. 62ในอัตรา 0.20 บาทต่อหน่วย โดยทั้ง 2กองทุนมีกำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 14 ม.ค. 63รวมมูลค่าทั้งสิ้น 271.50 ล้านบาท


สำหรับกองทุน K-JP มีนโยบายการลงทุนที่มุ่งเน้นลงทุนในหุ้นบริษัทของญี่ปุ่นที่มีผลประกอบการดี มีความสามารถทางการแข่งขันสูง และมีความยั่งยืนในการเติบโตของธุรกิจ โดยไม่จำกัดหมวดหมู่ของอุตสาหกรรมหรือขนาดของบริษัทเพื่อความคล่องตัวในการลงทุน โดยกองทุนมีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 6 เดือน และ 1 ปี อยู่ที่ 11.26% และ 15.53% ต่อปี ตามลำดับ และมีอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทน 4ไตรมาสย้อนหลัง (Dividend Yield) อยู่ที่ 1.99% ต่อปี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 62)


ทั้งนี้ นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อปี 2557กองทุนมีการจ่ายปันผลรวมแล้วทั้งสิ้น 9 ครั้ง เป็นเงิน 2.55 บาทต่อหน่วย


นายนาวินกล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมเศรษฐกิจของญี่ปุ่น มีตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3 ขยายตัว 1.8% จากการบริโภคก่อนที่มาตรการปรับขึ้นภาษีการบริโภคจะมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อรับมือผลกระทบในเรื่องดังกล่าวแล้ว ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น คงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม และได้ส่งสัญญาณว่าอาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและผลักดันให้เงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% เพื่อมุ่งให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพด้านราคา (Price Stability) และเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ


อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนยังคงต้องจับตาประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ทั้งนี้ บลจ.กสิกรไทย ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น เนื่องจาก ราคาหุ้นญี่ปุ่นถูกกว่าเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯและยุโรป โดยแนะนำให้ลงทุนในกองทุน K-JP เป็นสัดส่วน 5% ของพอร์ต

จาก
ถึง
หุ้น
Select...
หัวข้อ
Select...