> อาหารสมอง >

23 มีนาคม 2020

พลังเครื่องมือการเงินการคลังยับยั้งผลกระทบ COVID-19

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ฝ่ายนโยบายการเงิน


เศรษฐกิจไทยเจอมรสุมหลายลูกพัดผ่านเข้ามา  ปีที่แล้วก็โดนหางเลขจากสงครามการค้าสหรัฐฯ และจีนทำให้ส่งออกไทยหดตัว  ปีนี้มาเจอภัยแล้งที่ส่อเค้าว่าจะรุนแรงนานถึงกลางปี การผ่านร่าง พ.ร.บ.  งบประมาณปี 2563  ที่ล่าช้ากว่าปกติเพราะเกิดสะดุดในช่วงต้นปีทำให้รัฐบาลใช้จ่ายได้ไม่เต็มที่  ล่าสุดมาเจอไวรัส COVID-19  ที่แพร่ระบาดจากจีนไปทั่วโลกทำให้การท่องเที่ยวไทยซบเซา โยงไปถึงการผลิต  การลงทุน และการบริโภค กระทบต่อรายได้ธุรกิจและแรงงานเป็นวงกว้างขึ้น  ตั้งแต่ต้นปีมานี้ภาครัฐได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง  วันนี้จึงอยากชวนทุกท่านลองดูว่า ภาครัฐร่วมมือกันทำอะไรไปบ้างแล้ว  เพื่อให้เท่าทันสถานการณ์และรับประโยชน์จากมาตรการที่ออกมาได้  ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้


1. มาตรการการเงินช่วยเสริมสภาพคล่องและแบ่งเบาภาระ รัฐบาลออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อมจาก  COVID-19 ผ่านธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (Soft Loan) คิดอัตราดอกเบี้ย 2% ระยะเวลา 2 ปี รายละไม่เกิน 20 ล้านบาท วงเงินสินเชื่อรวม 150,000 ล้านบาท 


มาตรการพักต้น ลดดอกเบี้ย และขยายเวลาชำระหนี้ให้ลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 รวมถึงให้สินเชื่อใหม่ช่วยเสริมสภาพคล่อง 


มาตรการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานต่อของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) คิดอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 3% ระยะเวลา 3 ปี สำหรับผู้ประกอบการที่ขึ้นทะเบียนประกันสังคม วงเงินสินเชื่อรวม 30,000 ล้านบาท 


มาตรการค้ำประกันสินเชื่อผ่านบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ภายใต้โครงการ  “บสย. SMEs สร้างไทย ต่อเติม เสริมทุน” สำหรับลูกค้า SMEs  รายปัจจุบันและรายใหม่ที่ได้รับผลกระทบ  โดยให้วงเงินค้ำประกันเต็มจำนวนเงินกู้ใหม่ไม่เกิน 30 ล้านบาทต่อราย  ระยะเวลา 10 ปี ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 2 ปีแรก  วงเงินค้ำประกันสินเชื่อรวม 60,000 ล้านบาท  และให้ขยายระยะเวลาโครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme  (PGS) ระยะ 5-7 ที่มีอยู่เดิมไปอีก 5 ปี และฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน


ด้านแบงก์ชาติออกมาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจ ระยะเวลา  2 ปี ช่วยเหลือลูกหนี้ทุกประเภท เช่น (1)  ลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล  สามารถขอผ่อนบัตรเครดิตขั้นต่ำน้อยกว่า 10% ของยอดที่ค้าง  ขอเปลี่ยนหนี้เป็นสินเชื่อระยะยาวที่ดอกเบี้ยถูกลง


(2)  ลูกหนี้สินเชื่ออื่นๆ สามารถเจรจาประนอมหนี้ เช่น ขอขยายเวลาชำระหนี้  ขอต่ออายุวงเงิน ขอเปลี่ยนหนี้เป็นสินเชื่อระยะยาว  ขอชำระหนี้แบบปลอดเงินต้น ขอลดดอกเบี้ย/เบี้ยปรับ/ค่าธรรมเนียม  โดยแบงก์ชาติลดความเข้มงวดของเกณฑ์กำกับดูแลการจัดชั้นลูกหนี้ของสถาบันการเงินลง   เพื่อลดผลกระทบความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่จะเกิดขึ้นกับสถาบันการเงินในช่วง  2 ปีนี้


2. มาตรการภาษีช่วยบรรเทาผลกระทบให้ผู้ประกอบการ รัฐบาลออกมาตรการคืนสภาพคล่อง ลดอัตราภาษี ณ ที่จ่ายจาก 3% เหลือ 1.5% ของเงินได้พึงประเมินช่วง เม.ย. - ก.ย. 63 มาตรการลดภาระดอกเบี้ยให้ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการ Soft Loan หักลดหย่อนภาษีจากรายจ่ายดอกเบี้ยช่วง เม.ย. - ธ.ค. 63 ได้ 1.5 เท่า มาตรการส่งเสริมเสถียรภาพการจ้างงาน SMEs หักลดหย่อนภาษีจากรายจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตนได้ถึง 3 เท่า


3. มาตรการอื่นๆ ช่วยลดภาระผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป เช่น มาตรการขยายเวลายื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาปี 2562 ออกไป 3 เดือนเป็นภายใน มิ.ย. 63 มาตรการบรรเทาภาระค่าน้ำค่าไฟฟ้า ขยายเวลาชำระ และคืนค่าประกันการใช้น้ำใช้ไฟฟ้า ลดค่าน้ำและค่าไฟ  3% เป็นเวลา 3 เดือน (เม.ย. - มิ.ย. 63)  ขยายเวลาชำระค่าน้ำและค่าไฟสำหรับธุรกิจโรงแรมและกิจการให้เช่าพักอาศัย  โดยให้ผ่อนผันได้ไม่เกิน 6 เดือนของแต่ละรอบบิล ไม่คิดดอกเบี้ย  สำหรับใบแจ้งค่าน้ำค่าไฟรอบเดือน เม.ย. - พ.ค. 63 มาตรการลดเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมจาก 5% เหลือ 4% เป็นเวลา 6 เดือนในช่วง มี.ค. - ส.ค. 63

4. นโยบายการเงินผ่อนคลายเป็นพิเศษและนโยบายการคลังเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ แบงก์ชาติได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายติดต่อกันตั้งแต่  COVID-19  ยังไม่แพร่ระบาดรุนแรงมากจนอยู่ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือ 1.00%  เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 63 และเหลือ 0.75% ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. 63 ซึ่งต่ำกว่าระดับในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี  2552 ที่ 1.25% เพื่อช่วยให้ภาวะการเงินในประเทศผ่อนคลายขึ้นอีก  ช่วยเสริมแรงมาตรการการเงินในข้อ 1  และช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลหากต้องกู้เงินเพื่อเร่งใช้จ่าย นโยบายการคลังเร่งจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า แม้การออกใช้ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2563 จะสะดุดเมื่อต้นปี  แต่ก็สามารถเร่งกระบวนการพิจารณาใหม่ได้เร็ว ทำให้ประกาศใช้ พ.ร.บ.  งบประมาณช้ากว่าเดิมไปอีกเดือนเดียว  จากนั้นรัฐบาลได้ออกมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายในช่วง 7  เดือนที่เหลือของปีงบประมาณ  โดยลดขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างให้สั้นลงและเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนโครงการใหม่ให้เร็วขึ้น


แม้เศรษฐกิจไทยอาจโชคไม่ดีที่พึ่งพาการท่องเที่ยวจากจีนเยอะ และเหลือ  policy space ของนโยบายการเงินผ่านเครื่องมืออัตราดอกเบี้ยนโยบายไม่มาก  แต่ยังโชคดีที่ policy space ของนโยบายการคลังยังพอมี  และภาครัฐยังสามารถออกชุดมาตรการการเงินการคลังช่วยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นระยะเราจึงควรติดตามการผนึกพลังเครื่องมือการเงินการคลังของภาครัฐอย่างใกล้ชิด  เพื่อจะได้ใช้ประโยชน์จากชุดมาตรการช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา  และช่วยกันสะท้อนให้ภาครัฐรู้ว่ายังต้องเร่งทำอะไรเพิ่มอีก  เพื่อบรรเทาสถานการณ์ให้ได้ผลจริงและตรงจุดมากขึ้น

บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของธนาคารแห่งประเทศไทย

จาก
ถึง
หุ้น
Select...
หัวข้อ
Select...

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา  อ่านเพิ่มเติม

X