> เคล็ดลับลงทุน >

22 พฤศจิกายน 2020

SA ชูพัฒนาอสังหาฯ ครบวงจร ปักหมุดเข้าเทรดครั้งแรกปลายปีนี้

ทันหุ้น - SA โชว์ศักยภาพผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ให้บริการด้านการพัฒนาอสังหาฯ อย่างครบวงจร มั่นใจผลการดำเนินงานเติบโตไม่ต่ำกว่าในอดีต รายได้ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง พร้อมอวดสินทรัพย์รอขายในมือกว่า 4 หมื่นล้านบาท มองเป้าหมายเข้าระดมทุนใน SET ภายในปลายปี 2563 นี้ หวังนำเงินสานฝันลงทุนอสังหาฯเพิ่ม


นายขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) หรือ SA ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรชั้นนำของประเทศไทย เปิดเผยว่า จากประสบการณ์ด้านการก่อสร้างจากบริษัท ฤทธา จํากัด มากว่า 20 ปี จึงมีความคุ้นชิน ชำนาญ และเข้าใจในธรรมชาติของธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์เป็นทุนเดิม  ทำให้การดำเนินธุรกิจของ SA ค่อนข้างมีความได้เปรียบกว่าผู้ประกอบการรายอื่นในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการต้นทุน อีกทั้งจากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในหลากหลายรูปแบบ ทำให้บริษัทสามารถกระจายความเสี่ยงของการพึ่งพิงรายได้จากส่วนใดส่วนหนึ่งลงได้


ผู้นำอสังหาฯ

ในปัจจุบันโครงสร้างรายได้บริษัทประกอบด้วย ธุรกิจหลักคือ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขาย (Development for Sale) ซึ่งแบ่งเป็นการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแบบทั่วไป และโครงการที่อยู่อาศัยแบบ Branded Residences,  และธุรกิจรอง ได้แก่ ธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า หรือโรงแรม  (Recurring Business) และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (Property Related Business) เช่น ร้านอาหาร ร้านค้า และสปา เป็นต้น


สำหรับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการขาย  นอกจากบริษัทจะมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการที่มีคุณภาพด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าคู่แข่ง เนื่องจากข้อได้เปรียบในการบริหารต้นทุนโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยประสบการณ์ในธุรกิจก่อสร้างของทีมผู้บริหาร บริษัทยังเน้นการใช้นวัตกรรมภายในที่อยู่อาศัย (Innovation) เช่น ระบบกำจัดกลิ่น ระบบกันความร้อน ระบบป้องกันเสียง ระบบเครื่องกรองอากาศบริสุทธิ์ เป็นต้น เพื่อสร้างความพึงพอใจในการอยู่อาศัยให้กับลูกค้า


นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นในการสร้างความแตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรม โดยในช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้เริ่มพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยภายใต้แบรนด์ (Branded Residences) เพื่อสร้างความน่าสนใจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่โครงการ ด้วยบริการต่างๆ เช่น การทำความสะอาดห้องพัก การดูแลรักษาความปลอดภัย และการบำรุงรักษาโครงการในระดับมาตรฐานของโรงแรม ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้การตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี ทำให้ในอนาคตบริษัทยังมองการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยแบบ Branded Residences อีกอย่างน้อยๆ 1-3 โครงการต่อปี


สำหรับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อเช่า หรือโรงแรม  และการดำเนินธุรกิจอื่นๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจร ทำให้บริษัทสามารถกระจายการรับรู้รายได้และลดความเสี่ยงจากการชะลอตัวของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งลง และยังทำให้ง่ายต่อการปรับตัวในสถานการณ์ทางเศรษฐกิจต่างๆ อีกด้วย  เช่น ในช่วงที่ธุรกิจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซึ่งผู้ประกอบการหลายรายชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ บริษัทยังเล็งเห็นโอกาสในการเข้าไปลงทุนในโครงการเก่าและนำมาปรับปรุงเพื่อการขาย (Property Renovation) โดยอาศัยเทคนิคด้านการออกแบบและการก่อสร้าง ซึ่งสั่งสมมาจากประสบการณ์ด้านการก่อสร้างที่ยาวนานกว่า 30 ปี


แม้ว่าในปี 2563 จะเกิดวิกฤตโรคระบาดอย่างไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัวลง แต่ผลการดำเนินงานของบริษัทยังมีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ สถิติการเติบโตโดยเฉลี่ยในระยะ 4 ปีที่่ผานมา นับตั้งแต่ปี 2559-2562 การเติบโตของรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 47.7% ต่อปี ขณะที่อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2562 อยู่ที่ 17.5% ต่อปี  และบริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานในปีนี้จะมีการเติบโตที่ใกล้เคียงกับสถิติในอดีต


อนาคตไกล

นายขจรศิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ณ สิ้นไตรมาส 3/2563บริษัทมีมูลค่าทรัพย์สินในมืออยู่กว่า 42,000 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนออกเป็น ยอดขายในมือที่รอการทยอยส่งมอบและรับรู้เป็นรายได้ (Backlog) ที่ราว 10,000 ล้านบาท เป็นสินค้าสร้างเสร็จรอขายอีกราว 6,000 ล้านบาท และเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยและเพื่อการพาณิชย์ที่รอการเปิดขายอีกราว 26,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างหากว่าแล้วเสร็จและเปิดขายแล้ว คาดว่าจะช่วยสร้างการเติบโตให้กับรายได้บริษัทไปจนถึงปี 2567


อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในระยะสั้นถึงกลางนั้น บริษัทมองว่าการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)  จะช่วยสร้างโอกาสในการจัดซื้อโครงการที่มีการก่อสร้างแล้วมาพัฒนาและปรับปรุงเพื่อการขายต่อได้เพิ่มขึ้น รวมถึงการจัดซื้อที่ดินแปลงใหม่เพื่อพัฒนาโครงการที่พักอาศัยและเพื่อการพาณิชย์ต่อไปในอนาคต ซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ตลอดจนสร้างเสถียรภาพให้กับรายได้และผลกำไร ขณะเดียวกันในอนาคตระยะยาว 5 ปีข้างหน้า บริษัทยังมองการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในกลุ่มประเทศที่มีประชากรหนุ่ม-สาว อยู่มาก เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เป็นต้น เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อและมีการสร้างครอบครัว


"ตอนนี้เรายังคงเดินหน้าเข้าระดมทุนยังตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างเต็มที่ ซึ่งก็คาดหวังว่าจะสามารถเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯได้ภายในปลายปี 2563 นี้ แม้ว่าใครมองช่วงปลายปีอาจไม่ใช่โอกาสที่ดีนักในการเข้าระดมทุน แต่เรามองว่านี้เป็นโอกาสในการเตรียมความพร้อมด้านเงินทุน เพราะช่วงนี้ทั้งที่ดิน และสิ่งปลูกสร้างถูกนำมาลดราคาจนมีราคาที่ค่อนข้างเหมาะสม จังหวะนี้จึงเป็นโอกาสที่ดีของบริษัทในการซื้อสินทรัพย์ใหม่ๆ เข้ามาบริหารเพิ่ม เมื่อเห็นโอกาสแล้วเราก็ไม่อยากจะรอช้า โดยจากสถิติการเติบโตในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าการตัดสินใจของเรานั้นมาถูกทางแล้ว"นายขจรศิษฐ์ กล่าว

จาก
ถึง
หุ้น
Select...
หัวข้อ
Select...

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา  อ่านเพิ่มเติม

X