> SET > SCB

27 กรกฎาคม 2021

ล็อกดาวน์กดค่าฟีแบงก์ SCBเด่นกำไรโตกว่า25%

SCB เตรียมถอนหุ้นออกจากตลท. นำ "เอสซีบี เอกซ์"เข้าแทน


SCB ร่วม MGC Group ตั้งบ.ร่วมทุนรุกธุรกิจเช่าซื้อ ลีสซิ่ง


ทันหุ้น – มาตรการคุมเข้ม 13จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม ส่งผลแบงก์พาณิชย์ปิดสาขาภายในห้างสรรพสินค้าทั้งกรุงเทพฯ–ปริมณฑล กดดันผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2564 อย่างมีนัยสำคัญ นักวิเคราะห์ย้ำราคาหุ้นสะท้อนผลการดำเนินงานที่อ่อนแอไปแล้ว ประกอบกับฐานะการเงินยังแข็งแกร่งพร้อมกลับมา “Outperform” ชู SCB เด่นสุด คาดทั้งปีกำไร 3.49 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.98% YoY เคาะเป้า 117 บาท คาดปันผล 4.31%


นายกรกช เสวตร์ครุตมัต ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด  (มหาชน) สรุปภาพรวมผลการดำเนินงานกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 7 แห่ง ที่มีบทวิเคราะห์ ปรากฏว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/2564ที่ 41.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 18%เมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 1/2564 (QoQ), และเพิ่มขึ้น 51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา (YoY) ซึ่งดีกว่าที่ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ 21% และจากตลาดคาดการณ์ไว้ 17% จากการตั้งสำรอง (ECL) ที่ลดลง มีเพียง SCB และ KTB รายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม หนุนจากสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ชะลอตัว และฐานรายได้ค่าธรรมเนียมที่แข็งแกร่ง


Q3กระทบล็อกดาวน์

พร้อมกันนี้ฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2564ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์มีแนวโน้มอ่อนแอจากมาตรการภาครัฐ ทั้งการปิดสาขาภายในห้างสรรพสินค้าทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ประเมินเบื้องต้นมีสัดส่วนประมาณ 30%ของสาขารวมทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ค่าธรรมเนียมโดยตรงทั้งการขายประกัน, กองทุน ขณะเดียวกันฝ่ายกำกับนโยบายมีแนวโน้มเข้ามาควบคุม “ค่าฟี” แม้จะมีผลกระทบในกรอบจำกัด เนื่องจากปัจจุบันค่าธรรมเนียมธุรกรรมต่างๆ ก็ฟรีเกือบหมดแล้ว


เบื้องต้นคาดการณ์ว่าผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/2564 ของกลุ่มธนาคารจะปรับลดลงระหว่าง 25-30% เมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 2/2564 (ประมาณ 2.8-3 หมื่นล้านบาท) อย่างไรก็ตามกลุ่มธนาคารพาณิชย์ยังมีสถานะแข็งแกร่ง ปริมาณการตั้งสำรองในระดับสูง ประกอบกับระดับราคาหุ้นหลายตัวปรับลงมาซื้อ-ขายเฉลี่ยที่ PBV ต่ำกว่า 1 เท่า ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์จะติดตามการควบคุมการแพร่ระบาด, การกระจายวัคซีนโควิด-19 วประเทศ เพื่อประเมินผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4/2564 อย่างใกล้ชิด


ฝ่ายวิเคราะห์ยังเชื่อมั่นว่า หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะสามารถกลับมา “Outperform” ตลาดได้จึงแนะนำเลือกซื้อหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัวอาทิ BBL ราคาเหมาะสม 145 บาท คาดอัตราการจ่ายเงินปันผล 5.2%, KKP ราคาเหมาะสม 77 บาท คาดอัตราการจ่ายเงินปันผล 6.7% และเลือก SCB เป็นหุ้นเด่น จากแผนการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อแก้ปัญหา NPL ทั้งระบบในระยะยาว และศักยภาพการสร้างรายได้ด้านอื่น ราคาเหมาะสม 117 บาท คาดอัตราการจ่ายเงินปันผล 4.31%


แผนบริหารหนี้ลดตั้งสำรอง

ฝ่ายวิเคราะห์ เลือก SCB ขึ้นมาเป็น Top Pick ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ หลังการประชุมนักวิเคราะห์ (Analyst Meeting) ผู้บริหารแจ้งว่า ธนาคารอยู่ระหว่างดำเนินงานตามแผนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ระยะยาว ตั้งเป้า 20% ของพอร์ตสินเชื่อทั้งระบบมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท แบ่งเป็นกลุ่มลูกหน้าที่อยู่ในโครงการช่วยเหลือ 16% และ 4% เป็นลูกหนี้ปกติ ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินว่าหาก SCB สามารถปรับชั้นลูกหนี้จาก “หนี้สงสัยจะเสีย” ขึ้นมาเป็นลูกหนี้ปกติได้ทั้ง 20%จะสามารถลดสัดส่วนการตั้งสำรองลงได้เฉลี่ยปีละ 1 หมื่นล้านบาท มีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับประมาณการกำไรสุทธิเฉลี่ยปีละ 3 หมื่นล้านบาท


ฝ่ายวิเคราะห์คาดว่านักลงทุนรับรู้แล้วว่าผลการดำเนินงานช่วงครึ่งหลังของปี 2564 มีแนวโน้มอ่อนแอ แต่คาดการณ์รายได้จากค่าธรรมเนียมของ SCB ยังมีแนวโน้มขยายตัวทั้งจากธุรกิจ Wealth Management, ธุรกิจกองทุน รวมถึงการตั้งสำรองที่มีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ผ่านมา จึงคงประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 2564 ของ SCB ที่ 3.49 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.98% เมื่อเทียบกับ 2.72 หมื่นล้านบาทในปี 2563

จาก
ถึง
หุ้น
Select...
หัวข้อ
Select...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านต่อ

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา  อ่านเพิ่มเติม

X