> เคล็ดลับลงทุน >

02 สิงหาคม 2022

กองรีท-กองโครงสร้างพื้นฐาน เหมาะลงทุนสู้เงินเฟ้อได้ไหม?

ในยามที่เงินเฟ้อสูง แถมอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศไทยกำลังจะเพิ่มขึ้นตามสหรัฐอเมริกาในไม่ช้านี้ ซ้ำเติมด้วยความกังวลเศรษฐกิจถดถอย ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอาจจะเป็นไปอย่างยากลำบาก และการลงทุนหุ้นจะต้องผันผวนหนักอย่างแน่นอน ในภาวะเช่นนี้ การลงทุนในทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust: REIT) และลงทุนในกลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund : IFF) เพื่อหวังเงินปันผลยังคงพึ่งพาได้หรือไม่ ?  อยู่ในพอร์ตแล้วยังอุ่นใจได้หรือไม่? ในภาวะเช่นนี้

นักลงทุนรุ่นใหญ่สูงวัยในประเทศไทยมีจำนวนไม่น้อยที่ต้องการลงทุนเพื่อรับเงินปันผล จะจ่ายปันผลให้มากหน่อยหรือจ่ายปันผลให้น้อยหน่อยไม่สำคัญ สำคัญที่ต้องเอาชนะเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยธนาคารได้ นอกจากนี้ ยังมีนักลงทุนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย ที่นำเงินลงทุนบางส่วนเข้ามาลงทุนที่ REIT และ IFF เพื่อรับกระแสเงินสดด้วยเช่นเดียวกัน

ผมมีความเห็นว่า REIT และ IFF นาทีนี้ เป็นการลงทุนที่ค่อนข้างปลอดภัย เป็น Safe Haven หรือ  สินทรัพย์ปลอดภัยที่นักลงทุนใช้เป็นที่หลบภัยในการลงทุนในช่วงที่ตลาดเกิดความผันผวนสูง จากความไม่แน่นอนทั้งเศรษฐกิจถดถอยและเงินเฟ้อ เพื่อรักษากำลังซื้อหรือมูลค่าของเงินให้กับนักลงทุนได้ดี

ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังกลัวเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ซึ่งจะทำให้ราคาของหุ้นโดยส่วนใหญ่มีความผันผวนสูงในขณะที่ REIT และ IFF ของไทย นอกจากจะมีความเป็น Defensive ในตัวมันเองแล้ว REIT และ IFF ไทยจำนวนมากยังไม่ฟื้นไข้จากโควิดดี แถมยังปรับลดราคาลงจากต้นปีมาแล้ว 5%-20% จึงน่าจะเป็นที่หลบภัยชั้นดีให้กับนักลงทุนได้

อย่างไรก็ตาม เราควรทำความเข้าใจกับปัจจัยลบที่ยังคงกดดันการลงทุนใน REIT และ IFF ดังนี้

1.เงินเฟ้อ ที่พุ่งสูง
แม้ว่า REIT และ IFF จะมีความสามารถปรับค่าเช่าขึ้นได้ตามอัตราเงินเฟ้อ แต่ในภาวะเงินเฟ้อที่เกิดจาก Cost Push อย่างในปัจจุบัน คือต้นทุนการผลิตมีราคาสูงขึ้น โดยไม่ได้เกิดเงินเฟ้อเพราะสภาวะเศรษฐกิจดี จะทำให้การปรับขึ้นราคาค่าเช่า “ทำได้ยาก” ซึ่งอัตราค่าเช่าน่าจะเติบโตได้น้อยกว่าอัตราเงินเฟ้อ

แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง กลุ่ม REIT และ IFF ก็เป็นที่พักเงินที่ดีในยามเงินเฟ้อซึ่งณ.ขณะนี้มี REIT และ IFF บางตัวที่ให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลมากกว่า 5 ถึง 8% ต่อปีซึ่งสามารถเทียบเท่าหรือเอาชนะอัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์ของ ประเทศไทยในปีนี้ได้ (6-7%)

2. ภาวะดอกเบี้ยปรับสูงขึ้น
จะกระทบต่อ REIT และ IFF ในสองมุม คือ

>>> กระทบต่อผลประกอบการ
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะทำให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายของ REIT และ IFF แต่ละกองมีภาระเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่ดีต่อผลประกอบการ แต่ประเด็นนี้นักลงทุนสามารถสังเกตได้จากขนาดของภาระหนี้ในงบการเงิน ซึ่ง REIT และ IFF จำนวนมากของประเทศไทย ไม่ได้มีภาระหนี้ที่สูงเกินตัวแต่อย่างใด หลายๆแห่งใช้วิธีเรียกเพิ่มทุนเพื่อขยายการลงทุนโครงการใหม่

>>> อัตราดอกเบี้ยพันธบัตร bond yield
เมื่อเราศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างราคา REIT และ IFF กับ อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรไทย 10 ปี (10Y Bond Yield) จะพบว่ามีความสัมพันธ์แปรผกผันกัน กล่าวคือเมื่อ Bond Yield ปรับตัวขึ้นราคา REIT และ IFF จะปรับตัวลดลง เพราะจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลไปหา Bond มากขึ้น

แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ยังไม่ได้ปรับตัวขึ้น แต่ 10 Year Bond Yield ของประเทศไทย ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นมากว่า 1% แล้วดังรูป (ก.ค. 2021=1.5% เทียบกับ ก.ค. 2022 = 2.77%) แปลความได้ว่า Bond Yield  ปัจจุบันได้สะท้อนอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยที่กำลังจะปรับเพิ่มขึ้นไว้แล้ว

3. ภาวะ Recession  
แม้ว่าเศรษฐกิจจะมีความเสี่ยงถดถอย แต่เชื่อว่าผลกระทบจำกัด เพราะการเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือโครงสร้างพื้นฐาน มักจะเป็นสัญญาระยะยาว ราคากำหนดไว้แน่นอน ไม่จำเป็นต้องลดราคาขายเพื่อดึงลูกค้า อีกทั้งภาวะ Recession ไม่ควรจะรุนแรงไปกว่า COVID-19 ซึ่ง REIT และ IFF หลายกองกำลังฟื้นตัว

สิ่งที่นักลงทุนต้องวิเคราะห์ก่อนที่จะลงทุนใน REIT และ IFF มี 3 ประเด็นสำคัญ คือ  


1. Underlying Asset
สินทรัพย์ทำเงินที่อยู่ในกองคืออะไร สร้างกระแสเงินสดได้ดีหรือไม่ มี growth หรือไม่ เป็น Leasehold หรือ Freehold อายุเหลือกี่ปี สัญญาเช่าเป็นลักษณะใด(ทั้งฝั่งลูกค้าและฝั่งSponsor) การหาผู้เช่ามาเติมทำได้ยากหรือง่ายอย่างไร นักลงทุนต้องเข้าใจในสินทรัพย์ที่กองถืออยู่เป็นอย่างดี

2. Risk and Return
ผลตอบแทนและความเสี่ยงของ REIT และ IFF เป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่ากองที่จ่ายเงินปันผลสูง ก็ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงกว่าด้วย เช่น ความเสี่ยงเรื่องอายุกองLeasehold ความเสี่ยงจากการหมดสัมปทาน ความเสี่ยงจากการหาลูกค้าทดแทน ฯลฯ ส่วนกองที่ให้เงินปันผลต่ำอาจจะเป็นกอง Freehold เป็นต้น นักลงทุนต้องวิเคราะห์ว่าเรายินดีรับเงินปันผลที่ระดับใด ยินดีรับความเสี่ยงได้ที่ระดับใด

3. Bond Yield
ทิศทางเป็นอย่างไร เป็นขาขึ้น ทรงๆออกข้าง หรือเป็นขาลง ถ้า Bond Yield เป็นขาขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวและมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นได้อีกมาก ก็ควรพักการลงทุน REIT และ IFF ไว้ก่อนเพราะจะกดดันราคาของหุ้น แต่ถ้าตรงกันข้าม Bond Yield เป็นขาลง ก็จะทำให้การลงทุนใน REIT และ IFF น่าสนใจ


โดย นิ้วโป้ง Fundamental VI


รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ที่นี่

FACEBOOK คลิก https://www.facebook.com/Thunhoonofficial/

YOUTUBE คลิก https://www.youtube.com/channel/UCYizTVGMealUUalT6VdUdNA

Tiktok คลิก https://www.tiktok.com/@thunhoon_

APP ทันหุ้น ANDROID คลิก https://qrgo.page.link/US6SA

APP ทันหุ้น IOS คลิก https://qrgo.page.link/QJKT7

[email protected] คลิก https://lin.ee/uFms4n5

TELEGRAM คลิก https://t.me/thunhoon_news 

Twitter คลิก https://twitter.com/thunhoon1

จาก
ถึง
Select...
หุ้น
Select...
หัวข้อ
Select...

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา  อ่านเพิ่มเติม

X