> เคล็ดลับลงทุน >

09 กุมภาพันธ์ 2024 เวลา 14:57 น.

ได้เวลาปรับพอร์ต (Time to adjust port)

#ทันหุ้น #Investment-Focus by KTAM ในช่วงเดือน ม.ค. ตลาดให้ความสำคัญกับผลการประชุมของธนาคารกลางต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งในรอบนี้หลายที่ยัง “คงอัตราดอกเบี้ย” และเน้นย้ำถึงเงินเฟ้อที่แม้จะลดลงมามากเมื่อเทียบกับปีก่อนแต่ยังไม่เข้าสู่เป้าหมายของธนาคารกลาง และส่วนหนึ่งมาจากราคาพลังงานที่ลดลง ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ก็ยังคงมีประเด็นใหม่เข้ามาเรื่อยๆ


เริ่มต้นปี 2567 ตลาดหุ้นหลายประเทศเผชิญแรงขายทำกำไรตั้งแต่สัปดาห์แรก โดยมีเพียงบางตลาด เช่น สหรัฐฯ และญี่ปุ่นที่มี Momentum ที่ดีและสามารถทำ New High ได้ ความหวังเฟดลดดอกเบี้ยยังช่วยหนุนนำตลาดสหรัฐฯ ได้อยู่ 


ขณะที่ตลาดยุโรปเพิ่มขึ้นหลัง ECB คงดอกเบี้ย ส่วนจีนเริ่มแรกผู้ลงทุนผิดหวังกับการคงดอกเบี้ยของ PBoC แต่หลังจากที่มีมาตรการปรับลด RRR และห้าม Short-selling ที่กระตุ้น Sentiment ขึ้นมา หุ้นจีนก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นบ้าง ส่วนตลาดไทยนั้นยังคง Sideway เศรษฐกิจส่งสัญญาณแผ่วลง ไม่มีการกระตุ้นใหม่ๆ จากภาครัฐ


*เงินเฟ้อเริ่มหนืดลงยาก

ทั้งสหรัฐฯ และยุโรปต่างเผชิญกับเงินเฟ้อที่เริ่มลงยาก (Last-mile inflation) โดยในรายประเทศสหรัฐฯ ภาคเศรษฐกิจยังขยายตัว 3.3% ในไตรมาส 4/66 ส่วนเงินเฟ้อยังปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อในช่วงเดือน ธ.ค. จากภาคบริการ ในส่วนของดอกเบี้ย Fed คงดอกเบี้ยและยังคงเน้นถึงบทบาทในการควบคุมเงินเฟ้อโดยยังเร็วไปที่จะลดดอกเบี้ย 


แต่นักลงทุนยังมีความหวังว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในช่วง พ.ค. ด้านการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มการประมูล 2 ปี และลด 10 ปีลง และจะเริ่ม Buyback ซึ่งจะเพิ่มสภาพคล่องได้ ผลประกอบการกลุ่มธนาคารออกมาลดลงและมีการตั้งสำรองมากขึ้น 


ในส่วนของยุโรป เงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้นในเดือน ธ.ค. 66 สู่ระดับ 2.9% แม้จะลดลงมามากแต่ก็ยังคงสูงกว่าเป้า โดย ECB “คงดอกเบี้ย” และดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันนั้นเหมาะสมแล้วกับภาพระยะยาว โดยจะปรับเปลี่ยนตาม Data-dependent แต่ก็แสดงความกังวลกับภาพเศรษฐกิจที่ชะลอลง


ภาพเศรษฐกิจผู้ลงทุนต่างคาดหวังให้ PBoC ลดดอกเบี้ยเพื่อเริ่มกระตุ้นเศรษฐกิจจีนเสียที แต่ก็ผิดหวังในประเด็นนี้ไปโดย PBoC ยังไม่ลดดอกเบี้ย แต่ลด RRR แทนรวมทั้งมีการออกเกณฑ์ใหม่ห้าม Short-selling ซึ่งตลาดก็มองว่าเป็น Sentiment ที่ดีสำหรับตลาดหุ้นจีนขึ้นมาบ้าง 


ส่วนไทย สศค. ประกาศตัวเลข GDP ปีที่แล้วขยายตัวต่ำที่ 1.8% จากนักท่องเที่ยวและภาคการผลิตที่ลดลง


*หุ้นทั่วโลกปรับขึ้น

ในช่วงเดือนแรกของปี January Effect ส่งผลต่อตลาดหุ้นน้อยกว่าที่คาด และเพียงบางประเทศ โดยตลาดหุ้นทั่วโลก (MSCI ACWI) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.6% โดยตลาดกลุ่ม DM ปรับตัวขึ้น 1.2% ดีกว่ากลุ่ม EM ที่ลดลง 4.6% โดยหุ้น Large Cap และ Growth ยังคงเติบโตได้ดี


ในภาพรายประเทศทางฝั่งของตลาดหุ้นสหรัฐฯแม้จะมีแรงขายในช่วงสัปดาห์แรกแต่ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น และทำ All-time high ในหลายตลาด จากภาพเศรษฐกิจที่ยังเติบโต และตลาดอยู่ในช่วงประกาศผลประกอบการไตรมาสที่แล้ว Sentiment ยังคงดีจากความคาดหวังในผลประกอบการของ บจ. โดย NASDAQ, S&P500 และ Dow Jones เพิ่มขึ้น 1.0%, 1.7% และ 0.6%ตามลำดับ


ในส่วนของตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวดีขึ้นหลังจากผ่านพ้นช่วงการประชุมของ ECB โดย Stoxx50 เพิ่มขึ้น 2.9% แต่ Stoxx600 ลดลง 0.2% ในฝั่งเอเชีย ดัชนี Nikkei225 ทำ New High เพิ่มขึ้น 8.4% จากที่ BoJ ยังคงนโยบาย Ultra-loose ก่อนที่จะมีแรงขายทำกำไรบ้างในช่วง 2 สัปดาห์ท้าย


*ปัจจัยลบยังอยู่

จีนปัจจัยกดดันภาคอสังหาฯ ยังคงอยู่ ส่วนปัญหาเงินฝืดภายในประเทศยังคงรอ PBoC ลดดอกเบี้ยลง (ผู้ลงทุนผิดหวังที่ยังไม่ลดในการประชุมรอบ ม.ค.) แต่ในส่วนของตลาดหุ้นมีมาตรการออกมาเพิ่ม Sentiment เชิงบวกบ้างแล้วทั้งการลด RRR และห้าม Short-selling โดยตลาดหุ้นจีนทั้ง CSI300 และ Hang Seng ปรับตัวลดลง 6.3% และ 9.2% ตามลำดับ


ส่วนตลาดหุ้นไทยเปิดปีมาด้วยนโยบาย E-receipt แต่ก็ดูเหมือนว่าจะกระตุ้นได้ในช่วงสั้น และมีความกังวลในตลาดหุ้นกู้เข้ามากระทบ โดย SET TRI ปรับตัวลดลง 3.6% โดย Sector ที่ฉุดรั้งตลาดในเดือน ม.ค.คือกลุ่ม PETRO และ ETRON (ที่มา: Bloomberg และ SET, ข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค. 2024)


*มีแรงขายในหลายประเทศ

ในส่วนของกลยุทธ์แทนที่จะเห็น January Effect ในเดือน ม.ค. เรากลับเห็นแรงขายในหลายประเทศ แต่ก็มีตลาดบางประเทศที่ยังปรับตัวขึ้นได้ต่อในช่วงประกาศงบ ตลาดเริ่มปรับมุมมองการลดดอกเบี้ยลงบ้าง ซึ่งเราคาดว่าการลดดอกเบี้ยน่าจะเกิดในช่วงครึ่งหลังของปีซึ่งจะส่งผลดีต่อตราสารหนี้ 


ทำให้ในระยะกลางเรายังคงมีมุมมอง “เชิงบวก” กับตราสารหนี้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในส่วนของตราสารทุนเรายังคงมีมุมมอง “เป็นกลาง” ตลาดหลายๆ ประเทศเริ่มมี มูลค่า (Valuation) P/E ค่อนข้างสูงไปแล้ว และผลประกอบการที่แม้จะเติบโตแต่ก็พลาดไปจากที่ตลาดคาดหวัง ตลาดจะเริ่มมีความผันผวนมากขึ้นจากแรงขายทำกำไร และปัญหาเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวลง


*ปรับพอร์ตลดน้ำหนักหุ้น

ดังนั้น เรามีการปรับพอร์ตการลงทุนลดน้ำหนักตราสารทุนลงมาในเดือนนี้ เข้ามาสู่ระดับที่เหมาะสมในระยะยาวสำหรับแต่ละความเสี่ยง โดยเน้นลงทุนในรายประเทศที่มีปัจจัยบวก เช่น เวียดนาม ที่มี Valuation ค่อนข้าง “ถูก” การเติบโตที่สูงและภาพเศรษฐกิจของเวียดนามยังคงน่าดึงดูดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคโดยคาด GDP เติบโต 6% ปัญหาหลายๆ อย่างที่ฉุดรั้งในปีที่แล้วเริ่มคลี่คลาย


ส่วนทองคำและน้ำมันนั้นอาจได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงและแนวโน้มค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่าลง ส่วนน้ำมันยังปรับตัวขึ้นมาบ้างในเดือน ม.ค. หลังจากลดลงมามากในช่วงปี 2023 แต่ยังมีความเสี่ยงจากอุปสงค์ที่ชะลอลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก


ในขณะที่อาจจะเพิ่มขึ้นจากสงครามในทะเลแดง ทำให้เรามีมุมมอง “เป็นกลาง” กับทั้งสองสินทรัพย์นี้ ทั้งนี้ เราคาดว่าสินทรัพย์เสี่ยงมีแนวโน้มชะลอตัวลงหลังจบช่วงประกาศงบการเงิน และอาจมีแรงขายทำกำไรหุ้นที่ปรับตัวขึ้นไปสูง



คอลัมน์: Investment-Focus by KTAM

โดย: ดร. สมชัย อมรธรรม

วัชรพัฐ มาแสง

บลจ. กรุงไทย


จาก
ถึง
Select...
หุ้น
Select...
หัวข้อ
Select...

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา  อ่านเพิ่มเติม

X