> SET > CPALL

12 พฤศจิกายน 2020

CPALLลุยขยายร้านเซเว่น เป้าปี64แตะ13,000สาขา

CPALL ปิดขายหุ้นกู้ 7 ชุดมูลค่า 6.6 หมื่นลบ.ตามเป้าหมาย


CPALL โบรกฯ มองเชิงบวกกรณีผุดสาขาแรก 7-Eleven ในกัมพูชา


ทันหุ้น –CPALL ลุยขยายสาขาร้านสะดวกซื้อให้ครบ 13,000 สาขา ภายในปี 2564 ขณะที่ปี 2563 ใช้งบลงทุนกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ในการขยายสาขาเพิ่ม ด้านผลงานไตรมาส 3/2563 มีกำไรสุทธิ 3.99 พันล้านบาท รายได้ 1.35 แสนล้านบาท ส่วน 9 เดือน โกยรายได้กว่า 4.09 แสนล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน รับผลกระทบมาตราการโควิด-19 ภาครัฐ


นายเกรยีงชยั บญุ โพธิ์อภิชาติ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส และ Chief Financial Officer บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL เปิดเผยว่า เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายในระยะไกลที่จะมีจำนวนสาขาให้ครบ 13,000 สาขา ภายในปี 2564 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อได้มีขยายสาขา 7-Eleven อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาส 3/2563 ธุรกิจร้านสะดวกซื้อเปิดร้านสาขาใหม่ รวมทั้งสิ้น 136 สาขาในทุกประเภท ทั้งร้านสาขาบริษัท ร้าน store business partner (SBP) และร้านค้าที่ได้รับ 3 สิทธิช่วงอาณาเขต ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมาย


ดังนั้น ณ สิ้นไตรมาส 3/2563 บริษัทมีจำนวนร้านสาขาทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 12,225 สาขา แบ่งเป็น ร้านสาขาบริษัท 5,527 สาขา (คิดเป็น 45%) ร้านเปิดใหม่สุทธิ 71 สาขา, ร้าน SBP และร้านค้าที่ได้รับสิทธิช่วงอาณาเขต 6,698 สาขา (คิดเป็น 55%) ร้านเปิดใหม่สุทธิ65 สาขา โดยร้านสาขาส่วนใหญ่ยังเป็นร้านที่ตั้งเป็นเอกเทศซึ่งคิด 85% ของสาขาทั้งหมด และส่วนที่เหลือเป็นร้านในสถานีบริการน้ำมันปตท.


ขณะที่ตั้งงบลงทุนในปี 2563 ที่ประมาณ 11,500-12,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการเปิดร้านสาขาใหม่ 3,800-4,000ล้านบาท การปรับปรุงร้านเดิม 2,400-2,500 ล้านบาท โครงการใหม่, บริษัทย่อยและศูนย์กระจายสินค้า 4,000-4,100 ล้านบาท และสินทรัพย์ถาวร และระบบสารสนเทศ 1,300-1,400 ล้านบาท


*โควิดกดกำไรลดลง


สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2563 มีรายได้รวม 135,500 ล้านบาท ลดลง 3.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากการปรับตัวลดลงของรายได้จากการขายและบริการของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ อันเป็นผลกระทบต่อเนื่องจาก COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าการบริโภคภายในประเทศหดตัวน้อยลงจากผลของการผ่อนคลายมาตรการปิดเมือง รวมถึงการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศของภาครัฐ แต่มาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศยังมีอยู่ทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามา อีกทั้งผู้บริโภคมีความระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่วนหนึ่งจำกัดอยู่ในกลุ่มสินค้าจำเป็นเท่านั้น


นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบเชิงลบจากพายุฝนที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในระหว่างไตรมาส ส่งผลให้จำนวนลูกค้าเข้าร้านลดลง ขณะที่รายได้จากการขายและบริการของธุรกิจค้าส่งแบบชำระเงินสดและบริการตนเองในประเทศสามารถกลับมาเติบโตได้เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รวมถึงรายได้จากการขายของธุรกิจในต่างประเทศที่ปรับตัวดีขึ้น


*รายได้ 9 เดือน 4.09 แสนล.


โดยในไตรมาส 3/2563 บริษัทมีกำไรขั้นต้นจากการขายและบริการที่ 28,568 ล้านบาท ลดลง 7.9% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน จากรายได้จากการขายและบริการของธุรกิจร้านสะดวกซื้อที่ลดลงอัตรากำไรขั้นต้นในงบการเงินรวมคิดเป็น 22% ลดลงจาก 23% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากสัดส่วนกำไรขั้นต้นที่มาจากธุรกิจค้าส่งแบบชำระเงินสดและบริการตนเองเพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรสุทธิ 3,998 ล้านบาท ลดลง 28.8% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน


อย่างไรก็ดีสำหรับ 9 เดือนปี 2563 บริษัทมีรายได้รวม 409,381 ล้านบาท ลดลง 3.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลกระทบมาตราการควบคุมการระบาดของ COVID-19 ตั้งแต่ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ขณะที่มีกำไรสุทธิ 12,530 ล้านบาท ลดลง 22.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

จาก
ถึง
หุ้น
Select...
หัวข้อ
Select...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านต่อ

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา  อ่านเพิ่มเติม

X