ตลาดเริ่มคึกคัก แต่ยังไม่ใช่จังหวะลุย

TISCO โบรกแนะ“ถือ” ชูเป็นหุ้นที่มี Dividend yield สูงถึงระดับ 9% หรือคิดเป็น 6.6 บ./หุ้น


ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 5 วัน ให้สัญญาณระยะสั้นที่ดีขึ้น


หลังสถานการณ์สงครามการค้า เริ่มคลี่คลายมีการลงนามข้อตกลงเฟส แรกกันไปเป็นที่เรียบร้อย ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังไม่มีพัฒนาการใหม่ บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทยเริ่มกลับมาดูมีสีสัน คึกคักขึ้นจากปริมาณการซื้อขายที่เข้ามาหนาแน่น ดูเหมือนความเชื่อมั่นเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะนักลงทุนรายย่อย แต่ก็อย่าเพิ่งได้มั่นใจ เชื่อมั่นแบบเต็มเปี่ยมว่าตลาดจะกลับมาเป็นขาขึ้น เนื่องจากการเคลื่อนไหวยังเป็นลักษณะไซด์เวย์ รอปัจจัยใหม่มากกว่าจะลุยนะครับ


โดยแรงหนุนหุ้นไทยรอบนี้ ยังอยู่ในกลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้าที่พากันทำสถิติราคาสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง แม้นักวิเคราะห์จะออกมาบอกว่าราคาเริ่มแพงแล้วนะ สะท้อนสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไปมากแล้ว เสี่ยงถูกขายทำกำไรได้ตลอดเวลา หลายๆตัวค่าพีอีสูงโด่งเฉียด 100 เท่า 70-80 เท่าก็มี แต่ดูเหมือนแรงซื้อก็ยังมีเพิ่มไล่ราคากันไม่ขาดสาย ชนิดที่ถ้ามีแรงขายออกมาก็มีแรงรับซื้อให้เห็นตลอด ราคาหุ้นถึงได้ยืนเด่นแข็งแรงอย่างที่เห็น


อีกทั้ง ช่วงหลังจากนี้ก็จะเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 4/62 รวมถึงผลงานทั้งปี 62 ที่ช่วยกระตุ้นการเข้าเก็งกำไรเรื่องงบฯ ที่จะประกาศออกมา กลุ่มสถาบันการเงินเริ่มประกาศเป็นกลุ่มแรกแล้ว TISCO เป็นตัวแรกผลงานออกมาเติบโตพอใช้ มีกำไรสุทธิปี 62 เท่ากับ 7,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% เทียบปี 61 โดยมีการตั้งสำรองหนี้ลดลงเป็นปัจจัยหนุนหลัก ขณะที่ปันผลตอบแทนยังน่าสนใจเช่นเดิมระดับ 6-7 % สูงลำดับต้นๆของกลุ่มแบงก์


ขณะที่ตัวถัดมา KTC ผลการดำเนินงานปี 62 มีกำไรสุทธิ 5,524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.5% จากปีก่อน เป็นผลจากยอดลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะบัตรเครดิตที่มีอัตราเติบโตสูงสุดในรอบ 3 ปี ขณะที่ยังควบคุมเรื่องหนี้เสียในระดับต่ำได้ อย่างไรก็ตาม การเติบโตไม่ได้โดดเด่นอย่างในปี 61 จากฐานที่สูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย แม้จะมีการต่อยอดขยายการลงทุนไปในสินเชื่อบุคคลรูปแบบอื่นๆเพิ่มขึ้น แต่ยังต้องรอการพิสูจน์ในอนาคต


นอกจากเรื่องผลประกอบการแล้ว เรื่องการจ่ายปันผลคาดว่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อทิศทางของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้อยู่พอสมควร


อย่างไรก็ตามการที่นักลงทุนจะสามารถบอกได้ว่าหุ้นตัวไหนมีราคาถูกหรือแพงอย่างที่มีการออกบทวิเคราะห์ออกมานั้น ปัจจัยที่สำคัญมากประการหนึ่งคือ นักลงทุนต้องประเมินรู้ให้ได้ว่ามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้นเป็นเท่าไหร่ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทใดก็ตามถึงแม้ว่าบริษัทจะมีฐานะการเงินแข็งแกร่งขนาดไหนก็ตามหากผลการดำเนินงานออกมาไม่ดี มีกำไรน้อย หรือขาดทุน โอกาสที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นเป็นไปได้ยากและมีโอกาสที่ราคาจะลดลง


ต่างจากบริษัทที่ผลการดำเนินงานเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีกำไรโดดเด่น แนวโน้มที่ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นตามผลประกอบการขึ้นไป และทำให้เราได้รับผลตอบแทนที่ดีหากเลือกลงทุนในหุ้นดังกล่าว ดังนั้นเรื่องของผลการดำเนินงานของบริษัท เป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจเลือกเฟ้นหาหุ้นมาลงทุนมากกว่าฐานะทางการเงิน โดยเชื่อว่าผลการดำเนินงานของบริษัทจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไป ซึ่งนักลงทุนจำเป็นต้องประเมินรู้ให้ได้ในมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น เพื่อตัดสินใจลงทุน


หากเราประเมินรู้ได้ถึงมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นได้แล้ว เราจะพบว่ามูลค่าที่แท้จริงนั้นในบางครั้งก็สูงกว่า มูลค่าทางบัญชีมากอย่างไม่น่าเชื่อเลยที่เดียว จากความสามารถในการบริหารส่วนของสินทรัพย์ ROA ที่สูงมาก สามารถสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่มีให้เกิดผลตอบแทนที่สูงมากนั่นเอง ลองไปค้นหากันดูนะครับหุ้นแบบนี้

จาก
ถึง
หุ้น
Select...
หัวข้อ
Select...

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านต่อ

เว็บไซต์นี้มีการจัดเก็บคุกกี้เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานเว็บไซต์ของคุณให้ดียิ่งขึ้น การใช้งานเว็บไซต์นี้เป็นการยอมรับข้อกำหนดและยินยอมให้เราจัดเก็บคุ้กกี้ตามนโยบายความเป็นส่วนตัวของเรา  อ่านเพิ่มเติม

X